21 - 24 มิถุนายน 2566

"ส่องโซลูชันการจัดการพลังงานยุคใหม่ หนุนกระบวนการ

ผลิตในโรงงานอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพ "

◉ แนวทางการประหยัดพลังงานในโรงงานไม่ใช่แค่แผนดำเนินการประจำปี แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะยาวที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

◉ ต้องลดต้นทุน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน

◉ การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องนำสารพันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง

◉Energy-as-a-Service (EaaS) มาแรง ผู้ผลิตเพียงบอกความต้องการและส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการพลังงานในโรงงานให้

เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรม 4.0  การลดต้นทุนการผลิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแนวทางที่จะใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้คือการสร้างกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในการจัดการพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทส่วนใหญ่มักมองข้าม แต่ปัจจุบันระบบการผลิตทั่วโลกใช้การผลิตขั้นสูงหรือหลักการผลิตแบบลีน ซึ่งใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อยเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับธุรกิจ ด้วยหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับพลังงานได้เช่นกัน

เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงานอัจฉริยะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรงงานอัจฉริยะเชื่อมต่อถึงกันและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องพึ่งพาพลังงานสูง ทั้งยังขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน แต่แม้ว่าพลังงานจะเป็นสิ่งจำเป็นและไม่อาจละเลยได้ แต่โรงงาน 4.0 สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ที่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโรงงานนั้นมีฟังก์ชันการทำงาน การเชื่อมต่อ และระบบอัตโนมัติอันชาญฉลาดที่จำเป็นที่จะทำให้การจัดการพลังานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้พลังงานกลายเป็นดิจิทัลมากขึ้นด้วยเซ็นเซอร์ ในขณะที่ยังมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้พลังงานมากขึ้นด้วยพลังงานที่มาจากระบบไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ พลังงานลม หรือไมโครกริดในท้องถิ่น ผู้ใช้จะสามารถควบคุมและสามารถใช้บรรดาพลังงานต่าง ๆ ที่มีได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

จะเห็นได้ว่า "การจัดการพลังงาน" กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจระยะยาว โดยครึ่งหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตที่ทำการสำรวจในรายงานการศึกษา Deloitte Resources 2020 Study ระบุว่ากำลังมองหาแนวทางในการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน  ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านพลังงาน

ผู้ประกอบการเหล่านี้กำลังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการจัดการพลังงานมากขึ้น และพิจารณาใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น พลังงานหมุนเวียนและการจัดเก็บพลังงาน ซึ่งโดยมากจะเดินหน้าไปในทิศทางของพลังงานสะอาดเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)

ตัวอย่างโซลูชันด้านการจัดการพลังงานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ ระบบการจัดการพลังงาน (EMS) ที่ช่วยดำเนินการตรวจสอบพลังงาน ปรับปรุงโรงงานด้วยเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ และติดตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงาน ช่วยให้จัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าประหยัดทั้งพลังงานและประหยัดทั้งเงิน ส่งผลให้การดำเนินงานโดยรวมของโรงงานดีขึ้น

นอกจากนี้ ระบบวิเคราะห์พลังงานยังสามารถช่วยเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งพลังงานทั้งหมด เช่น ก๊าซ น้ำ เชื้อเพลิง ฯลฯ ในโรงงานได้ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบุปัญหาที่เกิดซ้ำ ฯลฯ ช่วยทำให้การวางแผนด้านเงินทุนสอดคล้องกับการใช้พลังงานตามที่ได้ใช้จริง

นอกจากนี้ หากผู้ผลิตมีหลายโรงงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตั้งระบบตรวจสอบอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพข้อมูลของโรงงานโดยรวม ทำให้สามารถเปรียบเทียบการดำเนินงานและค่าใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านพลังงานได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีร่วมกัน

ทั้งนี้ การก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของกระบวนการผลิต  ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่อย่างคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง นำการเชื่อมต่ออย่างกว้างขวางมาสู่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต ตั้งแต่เครื่องจักรในสายการผลิต ไปจนถึงระบบทำความร้อนและความเย็น ตลอดจนไฟฟ้าในโรงงาน ซึ่งการเชื่อมต่อนี้ช่วยทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกในการจัดการพลังงาน อันจะนำไปสู่การลดต้นทุน การบำรุงรักษาที่ลดลง และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งถูกนำไปใช้ในการจัดการพลังงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสภาพของปั๊ม และประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อน ทั้งหมดนี้ควบคุมดูแลผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย พร้อมเก็บข้อมูลและระบบวิเคราะห์ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและส่วนใหญ่จะใช้เวลาคืนทุนน้อยกว่า 6 เดือน


ในขณะเดียวกัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังผลักดันให้ผู้ให้บริการพลังงานค้นหาแนวคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการจัดหาพลังงานสะอาดและเชื่อมต่อถึงกันได้ ด้วยการนำเสนอรูปแบบธุรกิจ Energy-as-a-Service (EaaS) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการโฟกัสในการทำธุรกิจของตัวเอง และส่งต่อให้มืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานโดยตรงมาดูแลให้อย่างใกล้ชิด 

 

เนื่องจากผู้ให้บริการ EaaS  เน้นพัฒนาความสามารถเชิงลึกในเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด (รวมถึงคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูล บล็อกเชน และหุ่นยนต์) และมีความสามารถในการจัดการระบบพลังงานที่ซับซ้อนและนำเสนอโซลูชันที่ยืดหยุ่นและปรับแต่งได้หลากหลายให้กับผู้ผลิตได้ เช่น Berkeley Energy Commercial Industrial Solutions (BECIS) จากสิงคโปร์ คือ ให้บริการพลังงานทดแทนในรูปแบบ EaaS สำหรับลูกค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม BECIS ที่นำเสนอ EaaS ให้กับ SIG Combibloc ผู้ให้บริการระบบและโซลูชันสำหรับบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อ (กล่องยูเอชที) ในการนำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาและภาคพื้นดิน โดยถือเป็นหนึ่งในระบบบนชั้นดาดฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ คาดว่าภายในปี 2573 นี้ SIG Combibloc จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 58,520 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

จะเห็นได้ว่าการที่จะมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 นั้น ไม่ใช่เพียงแต่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิตเพื่อทำให้ใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่โรงงานจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ที่สำคัญบริษัทต้องประเมินความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการลงทุนว่าดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบริหารจัดการพลังงานเองซึ่งจะตามมาด้วยการลงทุนด้านบุคลากรเพื่อดูแลและรับผิดชอบโดยตรง หรือว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการ EaaS ที่อัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้านนี้อยู่เสมอ