21 - 24 มิถุนายน 2566

ส่องมาตรการและทิศทางการมุ่งสู่ Net Zero Emission ของอีอีซี เพราะเหตุใดจึงเป็นเป้าหมายที่ไม่เลื่อนลอย และเป็นจริงได้

จากการที่รัฐบาลประกาศแผนที่จะยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ ด้วยความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ในปี 2608 นั้น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย ก็ได้ขานรับนโยบายดังกล่าวอย่างแข็งขันเช่นกัน โดยอีอีซีได้ให้ความสำคัญกับ 3 คลัสเตอร์ ประกอบด้วย ดิจิทัลและ 5G, โลจิสติกส์อัจฉริยะ และสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โดยมีการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว  (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) เป็นแนวทางการลงทุนและการประกอบธุรกิจสำหรับทุกคลัสเตอร์ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีบรรลุเป้าหมายของการเป็นพื้นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

นับเป็นเจตนารมณ์ของอีอีซีตั้งแต่ต้น ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จึงร่วมมือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูนิโด) ที่เข้ามาช่วยในภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ความร่วมมือช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี 2. การช่วยพัฒนาเมืองใหม่และเมืองเก่าในพื้นที่อีอีซีในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่ให้น้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  3. การดูแลพื้นที่อุตสาหกรรมให้ใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยของเสียหรือสิ่งที่เหลือจากภาคอุตสาหกรรม จะต้องนำมารีไซเคิลเพื่อนำทรัพยากรเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ทั้งหมด

เพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอันท้าทายนี้ อีอีซีจึงชักจูงและผลักดันให้เกิดการลงทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Green & Circular Economy) โดยแผนระยะสั้น (ปี 2564 – 2569) ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 10% หรือประมาณ 68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในปี 2569 และทำให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว 40%  

สำหรับโครงการที่เป็นรูปธรรมในขณะนี้ คือ โครงการจัดหาพลังงานสะอาดในพื้นที่อีอีซีแล้ว โดยขณะนี้จัดหาไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 30% ของความต้องการไฟฟ้ารวมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งระยะแรกจะผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า 500 เมกะวัตต์

ที่น่าสนใจอีกโครงการหนึ่ง คือ โครงการพัฒนา “EV City บ้านฉาง” ที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในที่พักอาศัย สถานีบริการ และร้านสะดวกซื้อ โดยปี 2564 ที่ผ่านมา ได้นำร่องสถานีแบบ Off grid (ระบบที่ผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ แล้วไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับระบบจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) 30 แห่ง และแบบ On grid (ระบบที่ผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ แล้วเชื่อมต่อเข้ากับระบบจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือมีการซื้อไฟจากการไฟฟ้าฯ เพื่อให้บริการในสถานี) 500 แห่ง และในปี 2565 นี้ จะขยายเพิ่มเติมรวมกันอีก 500 แห่ง ซึ่งโครงการนี้จะสนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการออกแบบระบบวางแผน สร้างกลไกคาร์บอนเครดิตสู่ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบซื้อขายในตลาดคาร์บอนที่เป็นไปด้วยความสมัครใจระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็น Zero Carbon City อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน อีอีซีได้ผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ (ระยองโมเดล) ซึ่งแล้วเสร็จในปี 2564 มีศักยภาพในการรองรับปริมาณขยะได้ถึง 500 ตัน/วัน และยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ โดยในอนาคตจะขยายการผลิตไฟฟ้าจากขยะอีก 6 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดขยะรายวันและสะสมได้สูงถึง 6,000 ตัน/วัน และผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 120 เมกะวัตต์ 

น่ายินดีที่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้น ไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากอีอีซีเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาผู้ประกอบการต่าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดที่ลงทุนในอีอีซีไปแล้วเกือบ 200,000 ล้านบาท อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC Group ที่เดินหน้าสู่เป้าหมายนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายระยะกลางในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 20% ภายในปี 2573 โดยเตรียมเงินลงทุนสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการดำเนินการ ขณะที่แผนระยะยาวคือมุ่งสู่ net-zero หรือลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593

GC Group คาดว่าจะสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในพอร์ตโฟลิโอและห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของกลุ่มบริษัทได้ตามแผนการที่วางไว้  รวมทั้งยังสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจของลูกค้าของ GC Group เพื่อให้เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่ประกอบกิจการอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้านบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ  SCG ก็ได้ขานรับภารกิจมุ่งสู่ Net Zero เช่นกัน โดยทุ่มเงินลงทุนกว่า 2,400 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อตั้งโรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งถือว่ามีนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในอาเซียน และมีกำลังผลิตสูงถึง 65,000 ตัน

ขณะที่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ WHA Group ผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรด้านโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมก็จะมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า เข้ามาในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับ MG ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group ซึ่งอยู่ในพื้นที่อีอีซีด้วย 

จากเป้าหมายการพัฒนาในพื้นที่อีอีซีที่ต่อยอดจากอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิม จะเห็นว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ เนื่องจากบาดแผลและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากอีสเทิร์นซีบอร์ดยังไม่จางหาย แต่จากมาตรการที่ชัดเจนและโครงการต่าง ๆ ที่เดินหน้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม จึงคาดว่าจะทำให้เป้าหมายการบรรลุ Net Zero ของอีซีซี ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หรือเป็นการสร้างวิมานในอากาศแต่อยางใด